ถ้าใครกำลังหาข้อมูลสวิตช์ปลั๊กสำหรับบ้านหรือคอนโด แล้วไปเจอชื่อ Living Now ของ Bticino บ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะรุ่นนี้ถือเป็นหนึ่งในไลน์ที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ ด้วยดีไซน์เรียบหรู เลือกสีได้หลากหลาย แถมยังปรับใช้ได้ทั้งบ้านสไตล์มินิมอลและบ้านที่เน้นความหรูหรา บทความนี้เราจะพาไปดูกันว่า Living Now มีกี่แบบ แต่ละแบบเหมาะกับงานแบบไหน แล้วราคาประมาณเท่าไหร่ เผื่อใครกำลังจะรีโนเวทหรือสร้างบ้านใหม่จะได้ตัดสินใจง่ายขึ้น
Living Now คืออะไร ทำไมถึงเป็นที่นิยม
Living Now เป็นซีรีส์สวิตช์และเต้ารับของ Bticino แบรนด์อุปกรณ์ไฟฟ้าจากอิตาลีที่อยู่ในเครือ Legrand จุดเด่นของรุ่นนี้คือระบบโมดูลาร์ คือแยกเป็นชิ้นๆ ทั้งตัวสวิตช์ ฐาน หน้ากาก และตะแกรงรองรับ ทำให้เราผสมสีและฟังก์ชันเองได้ตามต้องการ ไม่ต้องซื้อยกชุดแบบตายตัว
อีกอย่างที่ทำให้คนไทยเลือกใช้เยอะคือเรื่องสี Living Now มีให้เลือกตั้งแต่สีขาว สีดำ ไปจนถึงสีพรีเมียมอย่างทอง ทองแดง (Copper) สตีล (Steel) และสี Sand ที่ให้ฟีลหรูแบบเรียบๆ เหมาะกับคนที่อยากได้สวิตช์ที่ดูเป็นมากกว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป
รีวิวแต่ละรุ่นของ Living Now
พอเข้าไปดูในหน้าสินค้าจริงๆ จะเห็นว่า Living Now ไม่ได้มีแค่ “สวิตช์เปิดปิดไฟ” อย่างเดียว แต่แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยตามการใช้งาน เราลองไล่ดูทีละกลุ่มกัน
ชุดสวิตช์ไฟ (Switch)
กลุ่มนี้คือตัวหลักที่คนซื้อเยอะสุด มีทั้งแบบ 1 ทาง 2 ทาง และ 4 ทาง ให้เลือกตามลักษณะการเดินสายไฟในบ้าน ถ้าเป็นห้องที่มีจุดเปิดปิดไฟจุดเดียวก็ใช้ 1 ทางพอ แต่ถ้าเป็นบันไดหรือทางเดินยาวๆ ที่อยากเปิดปิดได้จากสองจุด ต้องเลือกแบบ 2 ทาง
ที่น่าสนใจคือชุดสวิตช์ 3 ช่องพร้อมหน้ากากแบบ Best Seller อย่างรุ่น KA4803 ราคาเริ่มต้นประมาณ 468 บาทสำหรับสีขาว-ดำ-sand ธรรมดา แต่ถ้าอยากได้สีพรีเมียมอย่าง Steel หรือ Gold ราคาจะขยับขึ้นไปแตะหลักพันห้า เพราะวัสดุและงานเคลือบผิวต่างกันชัดเจน
เต้ารับปลั๊กไฟ (Socket)
เต้ารับของ Living Now ก็ทำได้ดีไม่แพ้ตัวสวิตช์ มีทั้งแบบเดี่ยวและแบบคู่ รองรับขากลม ขาแบน และสายดินในตัวเดียว แถมมีม่านนิรภัยกันเด็กแหย่นิ้วด้วย ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่บ้านมีเด็กเล็กควรมองหา ราคาของชุดเต้ารับคู่พร้อมหน้ากากอยู่ที่ประมาณ 594 บาท ส่วนเต้ารับเดี่ยวแบบแยกชิ้นเริ่มต้นหลักร้อยต้นๆ เท่านั้น
ดิมเมอร์หรี่ไฟ (Dimmer)
ถ้าใครชอบปรับความสว่างของไฟให้เข้ากับบรรยากาศ Living Now ก็มีรุ่น Universal Dimmer แบบกด 2 ช่องให้เลือก ใช้ได้กับหลอด LED ทั่วไป ตัวนี้ราคาสูงกว่ากลุ่มอื่นพอสมควร เพราะเป็นอุปกรณ์ที่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อนกว่าสวิตช์ธรรมดา เหมาะกับห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนที่อยากได้ความยืดหยุ่นในการใช้แสง
เต้ารับสัญญาณและอุปกรณ์เสริม
นอกจากไฟฟ้าแล้ว Living Now ยังมีเต้ารับสัญญาณให้ครบ ทั้ง RJ45 Cat.6 สำหรับ LAN, RJ11 สำหรับโทรศัพท์บ้าน, และเต้ารับทีวี พวกนี้เหมาะกับคนที่อยากให้หน้ากากสวิตช์ทั้งบ้านเป็นสไตล์เดียวกันหมด ไม่ต้องมาปนกับปลั๊กแบรนด์อื่นให้ดูไม่เข้าชุด
ส่วนอุปกรณ์เสริมอย่างตะแกรงรองรับ (Support frame) กับตัวปิดช่องว่าง (Blank insert) ก็เป็นของจำเป็นที่มักถูกมองข้าม แต่จริงๆ แล้วสำคัญมาก เพราะเป็นตัวยึดโครงสร้างให้สวิตช์แน่นและได้แนวตรง
หน้ากากและตัวเลือกสี
จุดที่ทำให้ Living Now ดูพรีเมียมกว่ารุ่นอื่นคือหน้ากาก (Cover plate) ที่มีให้เลือกหลายขนาดและหลายสี ตั้งแต่ 1 ช่องไปจนถึง 6 ช่อง ครอบคลุมทุกการใช้งาน ตัวเลือกสีหลักๆ มีดังนี้
- สีขาว (White) และสีดำ (Black) เป็นสีพื้นฐานที่เข้าได้กับทุกสไตล์บ้าน
- สี Sand โทนหม่นๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่น
- สีทอง (Gold) และสี Copper เหมาะกับบ้านสไตล์หรู หรือ Luxury
- สี Steel และ Space (ดำด้าน) สำหรับคนชอบความมินิมอลแบบเท่ๆ
หน้ากากพวกนี้ราคาไม่แพงมาก อยู่ที่หลักร้อยต้นๆ ถึงกลางๆ ขึ้นอยู่กับจำนวนช่องและสี ทำให้ถ้าอยากเปลี่ยนลุคห้องใหม่ ก็แค่เปลี่ยนหน้ากากอย่างเดียวโดยไม่ต้องรื้อระบบไฟทั้งหมด
ราคาสวิตช์ปลั๊ก Living Now โดยรวมเท่าไหร่
จากที่ไล่ดูราคาจริงมา สรุปคร่าวๆ ได้ว่ากลุ่มสวิตช์และเต้ารับพื้นฐาน (สีขาว ดำ sand) จะอยู่ในช่วง 130-660 บาทต่อชุด แล้วแต่ขนาดและฟังก์ชัน ส่วนกลุ่มสีพรีเมียมอย่าง Gold, Copper, Steel ราคาจะกระโดดไปอยู่หลักพันต้นๆ ถึงพันเจ็ด ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเป็นงานเคลือบผิวโลหะจริง ไม่ใช่พ่นสีธรรมดา อุปกรณ์เสริมแยกชิ้นอย่างตะแกรงรองรับหรือฝาปิดช่องว่างจะถูกสุด เริ่มต้นแค่หลักสิบบาทเท่านั้น
เลือกรุ่นไหนดี เหมาะกับใคร
ถ้าเป็นบ้านทั่วไปหรืองบไม่เยอะ แนะนำสีขาว ดำ หรือ sand ก็เพียงพอแล้ว ใช้งานได้ดีไม่ต่างจากสีพรีเมียม ต่างกันแค่เรื่องความหรูของผิวสัมผัส แต่ถ้าเป็นโปรเจกต์บ้านหรู คอนโดไฮเอนด์ หรืองานตกแต่งที่ต้องการดีเทลพิเศษ สีอย่าง Gold, Copper, Steel จะช่วยยกระดับภาพรวมของห้องได้จริง โดยเฉพาะจุดที่คนเห็นบ่อยๆ อย่างสวิตช์ในโถงทางเข้าหรือห้องรับแขก
ส่วนใครที่อยากได้ฟังก์ชันเพิ่มเติมอย่างหรี่ไฟ หรือเดินระบบ LAN ในบ้านให้ครบ ก็เลือกเสริมเฉพาะจุดที่จำเป็นได้ ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งบ้าน เพราะระบบโมดูลาร์ของ Living Now ผสมผสานกันได้ในหน้ากากเดียว
แล้ว Living Now คุ้มไหมกับการลงทุน
โดยส่วนตัวมองว่า Living Now เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามและการใช้งานจริง ราคาก็ไม่ได้สูงเกินเอื้อมสำหรับกลุ่มสีพื้นฐาน แต่ถ้าอยากได้ความพรีเมียมก็มีตัวเลือกรองรับ ที่สำคัญคือระบบโมดูลาร์ทำให้ปรับเปลี่ยนหรือซ่อมแซมทีหลังง่าย ไม่ต้องรื้อทั้งระบบ ใครกำลังวางแผนสร้างบ้านหรือรีโนเวท ลองศึกษารุ่นนี้เก็บไว้เป็นตัวเลือกได้เลย



